เปิดความสัมพันธ์ของรัสเซียและสหภาพยุโรป

หากย้อนไปในปี พ.ศ. 2557 ตอนนั้นเกิดปัญหาการแบ่งแยกดินแดนทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งเรื้อรังมามากกว่า 6 เดือน ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลของรัสเซียและรัฐบาลของยูเครน ได้ออกมาโต้ตอบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งการส่งกองทัพไปเฝ้าที่ชายแดน , การห้ามทำธุรกรรมทางการค้าต่อกัน จนปัญหาลุกลามใหญ่โต กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ กับสหภาพยุโรป เพราะรัสเซียให้การสนับสนุนแก่กลุ่มกบฏของรัสเซีย ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนทางภาคตะวันออกของยูเครน จากการกระทำในครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ, EU,ญี่ปุ่น ไม่พอใจรัสเซียเป็นอย่างมาก เลยดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ทั้งในเรื่องของพลังงาน ,การทหาร ,การเงิน อีกทั้งห้ามบุคคลของรัฐบาลรัสเซียเดินทางเข้าประเทศ นับว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เกิดสงครามเย็นเป็นต้นมา

ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ไม่ได้มาจากเรื่องนี้เรื่องเดียว โดยในอดีตยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ทำให้ประชากรในยูเครนเต็มไปด้วยความผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ , ภาษา ,วัฒนธรรม ประชากรจากภาคตะวันออกและจากภาคใต้ ใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการ ร่วมทั้งสร้างรายได้หลักจากอุตสาหกรรม ทางด้านตะวันตกใช้ภาษายูเครน อีกทั้งสร้างรายหลักจากเกษตรกรรม ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ปัญหาเกิดมากขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลยูเครนก็แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ กลุ่มฝักใฝ่ EU และกลุ่มฝักใฝ่รัสเซีย ส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างขลุกขลัก ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2556 ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรง จากการที่กลุ่มฝักใฝ่รัสเซียในประเทศยูเครน ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงนานหลายเดือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก มากขนาดที่ว่ายูเครนยอมยกเขตการปกครองตนเอง ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย จากเหตุการณ์นี้นี่เองได้กลายเป็นต้นแบบของการแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครนในเวลาต่อมา ทางด้านรัสเซียก็ดันไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกลุ่มกบฏฝักใฝ่รัสเซียอย่างเต็มที่ จึงทำให้ถูกคว่ำบาตรจากทั้งสหรัฐ, EU ,ญี่ปุ่น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 ประชาชนชาวอังกฤษได้ลงประชามติเสียงจากประชาชน ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ว่าให้อังกฤษถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก EU ด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่ง จากเหตุการณ์แตกหักนี้เอง ทำให้รัสเซียได้ประโยชน์ เพราะการที่ประเทศอังกฤษถอนตัวออก เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความอ่อนแออย่างหนักของ EU เอง โดย EU ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของรัสเซียหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ในขณะที่รัสเซียเปิดสงครามถล่มราบเพื่อปราบกบฏและปราบกลุ่มผู้ก่อการร้าย IS ในซีเรีย ทางฝ่าย EU โดยกองกำลัง NATO ก็ได้ทำการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรทั้ง 28 ประเทศส่งกำลังทหารเข้าไปในแถบทะเลบอลติก ถือเป็นการหยาม พร้อมกระทำก้าวร้าวต่อรัสเซียเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้การถอนตัวของอังกฤษ จึงทำให้รัสเซียยิ้มออก เท่ากับว่าองค์การสนธิสัญญาNATO ก็ได้ละทิ้งความสัมพันธ์อันแนบแน่นไป ทำให้คราวนี้การรบของรัสเซียก็มีกำลังใจขึ้นมาอีกเยอะ

admin